รีเซต

ผลการค้นหา “Athit Uthai the Journey2” - ทรูไอดี

ยอดนิยม
ดู
คลิปสั้น
เกม
สิทธิพิเศษ
อ่าน
บุปผาราตรี เฟส 2
ดู

บุปผาราตรี เฟส 2

The Travel Show
ดู

The Travel Show

[US Box Office] ส่งไดโนเสาร์มาฟาดแมงมุม ก็ยังไม่อาจโค่น "Spider-Man: Brand New Day" ลงจากบัลลังก์ได้
อ่าน

[US Box Office] ส่งไดโนเสาร์มาฟาดแมงมุม ก็ยังไม่อาจโค่น "Spider-Man: Brand New Day" ลงจากบัลลังก์ได้

Box Office Spider-Man: Brand New Day บ็อกซ์ออฟฟิศอเมริกา รายงานอันดับหนังทำเงินประจำสุดสัปดาห์วันที่ 14-16 สิงหาคม 2026 - ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังร้อนระอุของช่วงที่อากาศร้อนพีคสุด ๆ ในซัมเมอร์ ก็ยังคราคร่ำไปด้วยโปรแกรมหนังใหม่ล็อตใหญ่ ๆ ที่เสริมทัพเข้ามาเป็นทางการเลือกให้คนดู แม้ว่าความแข็งแกร่งของหนังบล็อกบัสเตอร์เรื่องปังก็ยังดำเนินการโกยรายได้ไปได้อย่างต่อเนื่อง ลุยสร้างสถิติแบบไม่หยุดหย่อน การส่งหนังไดโนเสาร์มาลงโรง ทั้ง 2 เรื่อง 2 แบบ ในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็เป็นได้แค่ส่วนเสริมพอหอมปากหอมคอ กลายเป็นว่ายังไม่มีหนังเรื่องใดที่จะโค่นยักษ์ใหญ่ 2 เบอร์หลัก ๆ ของหนังซัมเมอร์ปีนี้ไปได้เลย ครองแชมป์่ต่อเป็นสัปดาห์ที่ 3 ก็คือ "Spider-Man: Brand New Day" ที่ยังเดินหน้ากวาดเงินแบบปัง ๆ ต่อไป วีคนี้เก็บไปอีก 70 ล้านเหรียญ ลดลงไปจากวีคก่อนประมาณครึ่งหนึ่ง ถือว่าสถานการณ์ตัวเลขของหนังยังไปได้ค่อนข้างสวยทีเดียว และวีคนี้ก็ได้มีโอกาสจุดพลุฉลองอีกครั้ง เพราะยอดรายได้รวมทั่วโลกของหนังทะยานแตะ 2 พันล้านเหรียญไปเรียบร้อย หลังจากเข้าฉายมาได้ประมาณ 18 วัน โดยที่ตัวเลขเฉพาะในอเมริกาก็พุ่งไปอยู่ที่ 785 ล้านเหรียญ ยังมีโอกาสเป็นไปได้สูงมากที่จะไปถึงพันล้านในบาท โดยนักวิเคราะห์มองว่า หนังไอ้แมงมุมภาคนี้อาจจะเป็นศักยภาพยึดตำแหน่งไปได้เรื่อย ๆ จนกระทั่งเดือนกันยายน เพราะหลังจากนี้ไปหนังฟอร์มหลัก ๆ ก็เบาบางลงไปทีละน้อย ที่ยังเรืองรองอยู่ต่ออีกเรื่องก็คือ "The Odyssey" อยู่ที่ตำแหน่งรองแชมป์ไม่ยอมไปไหน กับรายได้เพิ่มอีก 23.2 ล้านเหรียญ เป็นตัวเลขที่ลดลงไปแค่เพียง -27% เท่านั้นเมื่อเทียบกับรายได้เมื่อสัปดาห์ก่อน หนังมหากาพย์ฟอร์มใหญ่ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ทำการเข้าฉายมาครบ 1 เดือนเต็มพอดี บัดนี้สะสมยอดรายได้ในบ้านไปได้ทะลุ 500 ล้านเหรียญเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กับล่าสุดหนังได้ฤกษ์ฉายที่จีนแผ่นดินใหญ่มาหมาด ๆ ทำให้ตัวเลขรวมทั่วโลกกระตุ้นขึ้นมาแตะเฉียด ๆ 1.3 พันล้านเหรียญ ดูทรงแล้วอนาคตของหนังเรื่องนี้ยังเก็บเกี่ยวไปได้อีกยาวไกล และวีคนี้ก็หนาแน่นไปด้วยกองทัพหนังใหม่แบบแน่น ๆ เปิดตัวได้ดีที่สุดก็คือ "The End of Oak Street" หนังผจญภัยไดโนเสาร์ของแอนน์ แฮทธาเวย์ ทำได้ดีที่สุดกับการเปิดตัวในอันดับที่ 3 ด้วยรายได้ 21 ล้านเหรียญ จาก 3,446 โรงฉาย คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงที่ราว ๆ 6 พันเหรียญ นับว่าเป็นการเปิดตัวในลักษณะค่อนข้างต่ำกว่าที่หลาย ๆ ฝ่ายและสตูดิโอหนังคาดการณ์เอาไว้ แม้ว่าตัวหนังจะค่อนข้างเป็นอีกหนังเรื่องโปรดของหนังวิจารณ์ แต่เพราะทุนสร้างระดับ 80 ล้านของหนัง การเปิดตัวเพียงเท่านี้ยังอยู่ในจุดที่ค่อนข้างน่าวิตกไม่น้อย แม้ว่าหนังจะเปิดตัวทั่วโลกได้ไป 46 ล้านเหรียญ แต่ก็ต้องลุ้นว่ากระแสปากต่อปากของหนังจะช่วยได้แค่ไหน เปิดตัวใหม่ตามมาติด ๆ ก็คือ "PAW Patrol: The Dino Movie" อีกหนึ่งคอนเทนต์เกี่ยวกับไดโนเสาร์ในวีคนี้ แต่เป็นโหมดหนังแอนิเมชันภาคใหม่ที่ครองใจเด็ก ๆ ออกสตาร์ทกับรายได้ 20.5 ล้านเหรียญ จาก 3,545 โรงฉาย คิดเป็นรายได้เฉลี่ยต่อโรงปรัมาณ 5 พันเศษ ๆ ถือว่าเป็นตัวเลขที่ขับเคี่ยวกันมากับเรื่องข้างบน แต่ใด ๆ หนังก็จัดได้ว่าเปิดตัวได้ตามมาตรฐานเดียวกับภาคก่อนหน้านี้ และเป็นตัวเลขใกล้เคียงกับสตูดิโอหนังคาดหวังเอาไว้ หนังได้ข้อได้เปรียบตรงที่เป็นหนังเจาะกลุ่มผู้ชมครอบครัวและกวาดกลุ่มเป้าหมายได้เป็นวงกว้างมากกว่า กับยังตอกย้ำความแข็งแกร่งของเฟรนไชส์นี้ต่อไป มาถึงหนังสารคดีของสาว ๆ เกิร์ลกรุ๊ปสุดฮอตแห่งยุค "Katseye: Wild Hearts" เปิดตัวในอันดับที่ 5 กับตัวเลขที่ตามมาห่าง ๆ ที่ 3.95 ล้านเหรียญ นับว่าทำผลลัพธ์ออกมาค่อนข้างเซอร์ไพรส์ไม่เบา เพราะหนังเข้าฉายแบบวงไม่กว้างนัก ที่ 724 โรงฉายทั่วอเมริกา ทำให้มียอดรายได้เฉลี่ยต่อโรงราว ๆ 5 พันเหรียญ ถือว่าเป็นแฟนของสาว ๆ กลุ่มนี้ยังแห่แหนกันมาอุดหนุนศิลปินของพวกเขาได้อย่างหนักแน่น เป็นการแสดงว่าถึงการซัพพอร์ตที่ดี ในยุคที่ความนิยมในศิลปินกลุ่มหญิงแทบจะพบได้ยากว่าจะทรงพลังเพียงเท่านี้ ขณะที่หนังมิวสิคัลจากบอร์ดเวย์ "Six: The Musical Live!" เปิดตัวกับรายได้ 3 ล้านเหรียญ จาก 1,462 โรงฉาย ถือว่าเป็นตัวเลขไม่มากแต่ไม่น้อยอะไร ถือว่ายังทำได้ดีกว่ามาตรฐานหนังไลฟ์มิวสิคัลที่ส่งมาลงโรงขึ้นจอใหญ่ในช่วง 1-2 ปีนี้หลายเรื่อง ส่วนในอันดับที่ 7 ก็เป็นหนังใหม่อีกเรื่อง อย่าง "The Brink of War" หนังดรามาแนวการเมืองการปกครองที่มาพร้อมกับทัพดารารุ่นใหญ่แน่น ๆ เปิดตัว 3 วันแรกกับรายได้เบาะ ๆ ที่ 2.68 ล้านเหรียญ จาก 2,083 โรงฉายทั่วอเมริกา ถือว่าไม่ได้ทำเงินได้ดีสักเท่าไหร่ และเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่คาดไว้ คาดว่าไม่น่าจะมีอนาคตที่ยืนยาวในโรงภาพยนตร์นัก ส่วนหนังใหม่เรื่องอื่น ๆ ยังมี "Vishwanath Sons" หนังดรามาจากอินเดีย ที่ออกสตาร์ทที่ปลายตารางกับรายได้ 1.63 ล้านเหรียญ จากการเข้าฉายแค่ 350 โรงทั่วอเมริกา หนังอนิเมะเรื่องดัง "Your Name" กลับมาฉายใหม่ในวาระครบรอบ 10 ปี ก็ทำเงินไปเบาะ ๆ ที่ 1.5 ล้านเหรียญ ขณะที่หนังอาชญากรรมรวมดารา "The Rivals of Amziah King" ออกสตาร์ทได้ไม่ค่อยสมศักดิ์ศรีเท่าไหร่ เพราะทำเงินไปได้แค่ 1 ล้านเหรียญเศษ ๆ จาก 632 โรงฉาย ทั้งที่มีชื่อ แมทธิว แมคคอนาเฮย์ หรือ เคิร์ธ รัสเซลล์ แสดงนำ แต่การไร้แรงดึงดูดรายได้จากผู้ชม ส่วนสัปดาห์ถัดไปก็ยังเป็นอีกวีคที่เตรียมจะส่งทัพหนังใหม่มาแบบแน่น ๆ ที่นำทีมมาด้วย "Insidious: Out of the Further" ภาคใหม่ล่าสุดของหนังตระกูลวิญญาณตามติด ที่จะกลับมาหลอกหลอนอาละวาดใส่ผู้ชมอีกครั้ง ร่วมด้วยหนังบู๊เรื่องล่าสุดของเจสัน สแตแธม ใน "Mutiny" ที่จะออกเรือบู๊ หนังตลกรวมพลังหญิง "Spa Weekend" หนังไซไฟเขย่าขวัญฟอร์มเล็ก ๆ อย่าง "It Ends" หนังไซไฟอาชญากรรม "Hot Spot" และหนังดรามากระแสดี "Tony" จะเพิ่มโรงฉายเป็นวงกว้างมากขึ้นด้วย Source: TheNumbers อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : [US Box Office] พ่นใยสตรองต่อเนื่อง "Spider-Man: Brand New Day" เดินหน้าโกยสถิติใหม่ [US Box Office] สร้างปรากฏการณ์มหึมา Spider-Man: Brand New Day ปังไม่เกรงใจใคร [US Box Office] มหากาพย์ยังสตรองอยู่ "The Odyssey" ลอยลำโกยทรัพย์ปังต่อเนื่องในวีคที่ 2 [US Box Office] มหากาพย์สมราคาคุย "The Odyssey" ครองบัลลังก์ โกยรายได้ระดับอู้ฟู่! [US Box Office] "Moana" ฉบับไลฟ์แอคชัน เผชิญหน้าลมมรสุม ลอยโคลงเคลงยังไม่ถึงฝั่งฝัน ------------------------------------ ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Sake Journey
ดู

Sake Journey

รีวิวหนัง “The End of Oak Street มหาภัยสุดถนนโอ๊ค” บันเทิงระทึกตามสูตร ปรุงดีถึงจะใช้วัตถุดิบเดิม
อ่าน

รีวิวหนัง “The End of Oak Street มหาภัยสุดถนนโอ๊ค” บันเทิงระทึกตามสูตร ปรุงดีถึงจะใช้วัตถุดิบเดิม

มาถึงคิวหนังฟอร์มดีลักษณะกึ่งบล็อกบัสเตอร์เรื่องท้าย ๆ ปลายซัมเมอร์ปีนี้ ที่มาพร้อมกับสมการทีเด็ด ทั้งไดโนเสาร์​ ทั้งทะลุมิติ ทั้งวิ่งหนีตาย ทั้งผนึกกำลังพลังครอบครัว ออกมาสูตรสำเร็จที่รอการค้นพบใน The End of Oak Street มหาภัยสุดถนนโอ๊ค คอนเทนต์แอคชันผจญภัยชวนระทึกที่ทำให้นึกถึงคอนเทนต์คลาสสิกในฮอลลีวูดสุดแสนคนึงหา ที่เปรียบเสมือนหยิบเอาวัตถุดิบที่คุ้นเคยมาปรุงรสชาติใหม่ที่มอบผลลัพธ์ชวนเวิร์ก เรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์ลึกลับจากห้วงอวกาศได้กระชากถนนโอ๊ค ออกจากย่านชานเมือง และเหวี่ยงชุมชนของพวกเขาไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ครอบครัวแพลตต์จึงได้ค้นพบในไม่ช้าว่า การเอาชีวิตรอดของพวกเขาขึ้นอยู่กับการร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อฝ่าฟันและหาทางออกจากสภาพแวดล้อมที่พวกเขาไม่คุ้นเคย นี่คือการคัมแบ็กกลับมาสร้างหนังเรื่องใหม่ของผู้กำกับ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ในรอบ 8 ปี เรียกได้ว่าเขาคนนี้หายไปกับลูปช่วงโควิด-19 แพร่ระบาดทีเดียว แต่กลับมาครั้งนี้เขาก็เล่นใหญ่ไม่เบา เพราะนี่คือหนังที่เขาปลุกปั้นบทหนังออกมาจากไอเดียและการค้นคว้าของตัวเองมาหลายปี จับมือร่วมสร้างกับบริษัทตัวพ่อแห่งหนังไซไฟ อย่าง Bad Robot ของ เจ.เจ. แอบรัมส์ กลายออกมาเป็นสมการที่ช่างเหมาะเจาะไปทุก ๆ ด้านจริง อันที่จริง The End of Oak Street เรื่องนี้ได้ถ่ายทำและปิดกล้องไปตั้งแต่กลางปี 2024 แล้ว แต่ไม่รู้เพราะอะไรเช่นกัน กว่าหนังจะได้ฉายต้องใช้เวลาทำงานหลังการถ่ายทำที่ค่อนข้างนาน เพราะเดิมหนังควรจะต้องเข้าฉายตั้งแต่ซัมเมอร์ 2025 แต่ก็ขยับเรื่อยมา คาดว่าส่วนใหญ่น่าจะเพราะการเก็บรายละเอียดงานเทคพิเศษและออกแบบซีจีอย่างพิถีพิถัน เพราะถึงจะเป็นหนังที่เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ยุคดึกดำบรรพ์ แต่ทุนสร้างของหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้บานปลายถึงระดับร้อยล้านแต่อย่างใด เพราะผลลัพธ์ที่ออกมาใน The End of Oak Street ของผู้กำกับ เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ต้องยอมรับว่าค่อนข้างเวิร์กใช้ได้เลย หนังอบอวลไปด้วยเสน่ห์เก่า ๆ ที่หยิบกลิ่นอายของหนังดังในอดีตมาหยอดใส่เอาไว้ในเรื่องนี้อย่างมากิมมิก ไม่ใช่เป็นการคัดลอกใด ๆ เพียงแต่หยิบยืมมาเท่านั้น แม้ว่าหนังจะไม่ระบุว่าเป็นหนังย้อนยุค แต่เมื่อหนังเริ่มต้นขึ้นผู้ชมจะสัมผัสได้เอง และซีบซับผ่านวิถีการใช้ชีวิตผ่านตัวละครต่าง ๆ กลายเป็นความกลมกล่อมในกิมมิกที่พยายามเสริมมิติไทม์ไลน์ของหนังได้อย่างมีชั้นเชิง เอาจริง ๆ แล้ว The End of Oak Street ก็ไม่ใช่หนังที่พล็อตและเส้นเรื่องที่แปลกใหม่ใด ๆ อะไรเลย ก็แทบจะไม่ต่างกับหนังสัตว์ประหลาดบุก แนว ๆ Jurassic Park ผสมโรงกับ Jumanji ต้นฉบับ พ่วงด้วยกลิ่นอายซัมเมอร์ย้อนยุคเข้ามาได้อย่างเป็นเสน่ห์ ถึงพล็อตจะออกเชย แต่ก็เป็นเหมือนขวดเก่าเล่าใหม่ ที่ปรุงแต่งจากวัตถุดิบเดิม ๆ ออกมาได้ครบเครื่องยิ่งใหญ่ กระชับได้ค่อนข้างเหมาะเจาะ และไม่รีรอที่ตรงดึ่งเข้าสู่ประเด็น พร้อมกับจู่โจมคนดูได้อย่างตรงเป้า นั่นจึงทำให้ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 ชั่วโมงของหนังเรื่องนี้ กลายเป็นอรรถรสความเพลินและระทึกใจในการเอาใจช่วยตัวละครต่าง ๆ ในสถานาการณ์ขับขันที่แวดล้อมไม่เป็นที่คุ้นเคย องค์ประกอบของโครงเรื่องและการเล่าเรื่องอาจจะไม่ได้เฉียบคมมากเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าเป็นวิธีชาญฉลาดที่หนังเลือกเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบในลักษณะนี้ เน้นในสิ่งที่ต้องการอย่างเน้นย้ำและนำเสนอจริง ๆ ทำให้ผู้ชมได้รับอรรถรสที่เป็นเนื้อเน้น ๆ กลับมาคืนมาเช่นกัน งานสร้างและองค์ประกอบต่าง ๆ ในหนังเรื่องนี้ไม่รู้จะติตรงไหน เพราะทุกอย่างค่อนข้างกลมกล่อมลงตัวกับเนื้อหาของหนังเป็นอย่างดี การออกแบบโปรดักชันทำได้ใช้ได้ เก็บรายละเอียดของยุคสมัยได้ดี มุมภาพมุมกล้องก็ดูออกได้เลยว่าเป็นลายเส้นงานกำกับของใคร เพราะยังเน้นกิมมิกลูกเล่นอันเป็นเอกลักษณ์เอาไว้ ส่วนงานซีจีและสร้างตัวละครดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ ก็แนบเนียนในหนังได้อย่างลงตัว บอกได้เลยว่าหนังเรื่องนี้ใช้งบทุกบาทได้อย่างคุ้มค่า จากฝีมือการคุมงานกำกับโดย เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ ที่ชัดในงานทุกส่วนจริง ๆ พอมาถึงพาร์ททางการแสดง ก็มาเสริมความดีงามให้กับหนังเข้าไปเพิ่มพูนอีก แอนน์ แฮทธาเวย์ เป็นนักแสดงที่ก็รับบทเล่นมาแล้วแทบจะทุกบทบาทที่มีในวงการ เมื่อต้องออกโรงสู้และวิ่งหนีไดโนเสาร์สุดชีวิต ก็เป็นอีกมุมการแสดงที่เธอยังแบกรับมันเอาไว้ดีเหมือนเคย ความเป็นมืออาชีพของเธอทำให้บททที่ดูไม่มีอะไร เต็มไปด้วยมิติตัวละครที่เพิ่มเข้ามาในหลากหลายมุมดี ยิ่งได้ ยวน แม็คเกรเกอร์ มาเสริมต่อบทด้วย นับเป็นการส่งเสริมกันและกันของมืออาชีพที่สะท้อนผ่านตัวหนังได้มั่นคงยิ่งขึ้น ทางด้านเหล่านักแสดงเด็ก ๆ ดาวรุ่งรุ่นใหม่ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน ทั้ง ไมซีย์ สเตลลา, คริสเตียน คอนเวอรี หรือ จอร์แดน อเล็กซา เดวิส​ ต่างมาเสริมสมทบในมหกรรมการผจญภัยหนีภัยครั้งนี้ได้ค่อนข้างดี แม้ว่าบทบาทของพวกเขาจะชวนหยุมหัวอยู่บ้าง แต่ก็เป็นไปตามเหตุและผลที่หนังสื่อสารออกมาได้อย่างมีที่มาที่ไป จึงทำให้พาร์ทนักแสดงของหนังเรื่องนี้ เป็นอีกกำลังหลักที่ช่วยส่งเสริมความขันแข็งของหนังเรื่องนี้ให้แน่นยิ่งขึ้น โดยสรุปภาพรวมแล้ว The End of Oak Street จัดเป็นหนังซัมเมอร์อีกเรื่องที่ค่อนข้างเวิร์กไปตามสูตร แม้ว่าจะเป็นการหยิบเอาสมการเดิม ๆ ของหนังประเภทนี้มาเล่นอีกครั้ง แต่กลายเป็นการปรุงแต่งใหม่ในเวอร์ชันที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นกว่า เต็มไปด้วยอรรถรสที่เพลินใจได้ดีตลอดทั้งเรื่องนี้ พล็อตเรื่องอาจจะเชยและมากับลูกเล่นง่าย ๆ แต่เป็นจังหวะเหมาะเจาะลงตัวกำลังพอดีสำหรับตัวหนังเรื่องนี้ดี เสริมกับการแสดงของทีมดารามืออาชีพที่อยู่หมัด มันคือการหากินสูตรเดิม ๆ ที่ปรุงแต่งได้อร่อยยิ่งขึ้น ต้องขอบคุณฝีมือผู้กำกับที่รับมือแบบเอาอยู่จริง ๆ ข้อมูลเกี่ยวกับหนัง The End of Oak Street มหาภัยสุดถนนโอ๊ค ประเภท: แอคชัน / ผจญภัย / ไซไฟ / ระทึกขวัญ ผู้กำกับ: เดวิด โรเบิร์ต มิตเชลล์ นำแสดงโดย: แอนน์​ แฮทธาเวย์, ยวน แม็คเกรเกอร์, ไมซีย์ สเตลลา, คริสเตียน คอนเวอรี ความยาว: 110 นาที กำหนดฉายในไทย: 12 สิงหาคม 2026 Movie.TrueID METRIC: The End of Oak Street มหาภัยสุดถนนโอ๊ค ภาพรวม⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.2/10) การเล่าเรื่อง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.0/10) การแสดง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.5/10) การกำกับ⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.8/10) เทคนิคงานสร้าง⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰ (8.6/10) บทภาพยนตร์⭐⭐⭐⭐⭐⭐⭐✰✰✰ (7.7/10) ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

YAMAGATA: Your Fun Journey - Shonai
ดู

YAMAGATA: Your Fun Journey - Shonai

YAMAGATA: Your Fun Journey – Okitama
ดู

YAMAGATA: Your Fun Journey – Okitama

เจาะลึกแรงบันดาลใจสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจ "Dear You จดหมายรักถึงอาม่า"
อ่าน

เจาะลึกแรงบันดาลใจสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจ "Dear You จดหมายรักถึงอาม่า"

ถือเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงแห่งปีและกวาดคะแนนวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามสำหรับDear Youจดหมายรักถึงอาม่าภาพยนตร์ดราม่าอบอุ่นหัวใจที่ความพิเศษของหนังไม่ได้อยู่ที่โปรดักชันขนาดใหญ่หรือการรวบรวมนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ แต่อยู่ที่พลังการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย งดงาม และจริงใจ ผ่านการกำกับของหลานหงชุนผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าจับตาที่นำเรื่องราวของจดหมายโพยก๊วน (เฉียวพี)มาต่อยอดและส่งต่อความประทับใจนี้ผ่านเรื่องราวของเสี่ยวเว่ยชายหนุ่มที่ตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาอากงที่ขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนาน ทว่าการเดินทางครั้งนี้กลับนำเขาไปพบกับจดหมายเก่าแก่ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ และความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครเคยรู้ เมื่อเขาค้นพบว่าชายผู้เขียนจดหมายรักถึงอาม่าของเขามาโดยตลอดนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่สามีของเธออย่างที่ทุกคนเข้าใจ ความกล้าหาญที่ผู้กำกับดึงคนท้องถิ่นมาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์โดยถ่ายทอดเรื่องราวอันงดงามของความรักและความคิดถึงที่ส่งกลับมาถึงคนที่เรารักผ่านจดหมายท่ามกลางวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋วที่สวยงาม ตามไปพูดคุยเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจของผู้กำกับหลานหงชุนถึงเบื้องหลังความสำเร็จและแก่นแท้แห่งเรื่องราวของDear Youจดหมายรักถึงอาม่า อะไรคือจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมโตมาที่แต้จิ๋วซึ่งเป็นเมืองที่คนนิยมอพยพไปอยู่ต่างถิ่น ผมโตมากับการได้ยินเรื่องราวของ"กั๊วฟาน"(คนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานต่างประเทศ) และการส่งเงินส่งจดหมายกลับมาบ้านเกิด เรื่องพวกนี้ซึมซับอยู่ในตัวผมตั้งแต่เด็ก รวมทั้งเรื่องที่ย่าเคยเล่าให้ฟังด้วย แต่จุดที่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวเหล่านี้อย่างรุนแรงคือในปี2019ตอนที่ผมทำสารคดีชื่อ四海潮味(รสชาติแต้จิ๋วสี่คาบสมุทร) ซึ่งเล่าเรื่องราวการลงหลักปักฐานของชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเลผ่านอาหาร ผมได้ฟังเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลเยอะมาก เรื่องจริงเหล่านั้นกระแทกใจเราอย่างจัง ความสมจริงนี่แหละที่มีพลังในการขับเคลื่อนจิตใจคน ก่อนถ่ายทำเราลงพื้นที่วิจัยเยอะมาก ไปทั้งไทย มาเลเซีย เวียดนาม และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัมภาษณ์ชาวจีนโพ้นทะเลวัย80-90ปี ภาพของประเทศสยามในอดีตที่คุณเห็นในหนัง คือการจำลองแบบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายวัยเด็กของพวกเขา ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เราจำลองขึ้นมาจากข้อมูลจริง เรื่องราวความเสียสละของตัวละครอย่าง"หน่ำกี"ก็มีเค้าโครงจากเรื่องจริงกว่า90%โดยทีมเขียนบททั้ง4คนนำมาเรียบเรียงใหม่ ตอนเขียนบทผมร้องไห้หนักมาก เราอยากนำเสนอให้โลกเห็นว่าเส้นทางของชาวแต้จิ๋วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่วัฒนธรรมของเราเจริญรุ่งเรืองได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บรรพบุรุษไปทำงานต่างแดนแล้วส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว สายใยแห่งความกตัญญูและความผูกพันนี้เป็นจิตวิญญาณอันล้ำค่าของชาวแต้จิ๋วที่เราอยากถ่ายทอดออกไป จากผลงานที่ผ่านมาอย่าง"Proud of Me" (2018)จนมาถึง"Back To Love" (2022)และล่าสุดกับ"Dear You"ทำไมยังยืนหยัดที่จะสร้างภาพยนตร์โดยใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว ในเมื่อผมเลือกที่จะลงลึกในเส้นทางนี้แล้ว ก็เหมือนกับการเลือกสายอาชีพนั่นแหละ ผมอยากทำมันให้ดีที่สุด ตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่ได้รับการตอบรับที่ดี ผมก็รู้สึกว่านี่คือเส้นทางอาชีพของผมเป็นเส้นทางที่ทำให้ผมค้นพบคุณค่าในตัวเอง ผมจึงอยากทำมันต่อไป เหตุผลมีแค่นี้จริงๆ เรียบง่ายมาก แรงบันดาลใจจากความจริงและการสอดแทรกวัฒนธรรมจดหมาย"เฉียวพี"มรดกความทรงจำโลก ไว้ในภาพยนตร์ นอกจากทีมงานหลักของเราจะเป็นคนแต้จิ๋วที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ช่วงหลังมานี้มณฑลกวางตุ้งก็โปรโมตวัฒนธรรม"เฉียวพี"อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโกเมื่อปี2013 พอเราศึกษาอย่างลึกซึ้งก็พบว่าจดหมายเหล่านี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก สมัยก่อนคนรู้หนังสือน้อยมาก การรับส่งจดหมายจึงไม่ใช่การที่คนส่งเขียนเองและคนรับเปิด"อ่าน"ด้วยตัวเอง แต่ต้องผ่านตัวกลางสองคนคือ คนส่งต้องเล่าให้ผู้รู้หนังสือ"เขียน"ให้ และคนรับก็ต้องรับรู้เรื่องราวผ่านการ"ฟัง"จากคนที่อ่านออกเสียงให้ฟัง ซึ่งการส่งผ่านความรู้สึกที่ต้องผ่านคนกลางแบบนี้ มักจะเกิดความคลาดเคลื่อน และความคลาดเคลื่อนตรงนี้แหละที่เป็นเสน่ห์ ภาษาก็มีความสวยงามเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาพูดท้องถิ่นกับภาษาเขียนแบบโบราณ มันสะท้อนถึงสุนทรียภาพที่เรียบง่ายแต่งดงามของคนรุ่นก่อน ผมอยากถ่ายทอดความงดงามที่ลึกซึ้งและละเมียดละไมนี้ให้คนได้เห็น นอกเหนือไปจากการเต้นอิงเกอ อาหาร หรือเทศกาลแห่เจ้าที่คนทั่วไปรู้จัก ในแง่ของอารมณ์ความรู้สึกอะไรคือสิ่งที่อยากสื่อสารมากที่สุด จริงๆ แล้วหนังของเรามีหลายประเด็นมาก ผมกลัวคนดูจะไม่เข้าใจเลยขึ้นข้อความขาวดำตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ซึ่งเป็นประโยคที่อาม่าพูดว่า"เกิดเป็นคนต้องมีน้ำใจและคุณธรรม คนที่ไร้น้ำใจและคุณธรรมนั้นคบไม่ได้"(做人要有情有义,无情无义的人不能交往)นี่แหละคือแก่นที่เราอยากสื่อสาร เราใช้เรื่องราวของจดหมายมาเป็นตัวเกริ่นนำเพื่อบอกเล่าถึงบรรทัดฐานและค่านิยมการใช้ชีวิตอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษชาวแต้จิ๋วส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนั่นก็คือคำว่า"น้ำใจและคุณธรรมนั้นประเมินค่าไม่ได้" ทำไมคุณถึงเลือกนักแสดงหน้าใหม่มาแสดงนำในภาพยนตร์ เพราะเราต้องการทำภาพยนตร์แต้จิ๋วที่ขนานแท้ที่สุด สำเนียงการพูดภาษาแต้จิ๋วจึงต้องเป๊ะและเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอันดับแรก การจะหานักแสดงที่พูดภาษาแต้จิ๋วได้แบบดั้งเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราพลิกแผ่นดินหามาแล้วทั่วประเทศจีน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่ความออริจินัลอยู่ดี นั่นคือการเลือกใช้คนท้องถิ่นแต้จิ๋วที่เติบโตที่นี่มาแสดงน่าจะดีที่สุด ตั้งแต่หนังเรื่องแรกจนถึงเรื่องที่สาม เรายึดมั่นในหลักการนี้มาตลอด ไม่ว่าคุณจะเห็นหลี่ซือถง,หวังเหยียนทงหรืออู๋เส้าชิงทุกคนในหนังล้วนดูเป็นธรรมชาติมาก นั่นเป็นเพราะพวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆ พอคนดูได้เห็นก็จะรู้สึกผูกพันและคุ้นเคย เราอยากทำหนังแต้จิ๋วที่พอดูแล้วรู้สึกใกล้ชิดเป็นกันเอง การดึงเอาเสน่ห์ที่แท้จริงของคนท้องถิ่นมาถ่ายทอดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ด้วยเหตุนี้นักแสดงนำตลอดสามเรื่องของเราจึงเป็นคนธรรมดาทั้งสิ้น พ่อในหนังเรื่องแรกคือคนขายใบปอ แม่ในเรื่องที่สองคือคุณยายที่เลี้ยงหลานอยู่บ้าน ส่วนตัวละครหลักสองคนในเรื่องDear Youคนหนึ่งยังเรียนอยู่ปีสอง ส่วนแต้บักเซ็งก็เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและยังหางานทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะต้องมาปั้นและสอนการแสดงพวกเขาใหม่จากศูนย์ แต่ผมเชื่อมั่นว่าคนแต้จิ๋วที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดงนั้นมีอยู่เยอะมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะหาคนไม่ได้ ในครั้งนี้เราคัดนักแสดงจากคนหนุ่มสาวนับพันคนเจี่ยหน่ำกีคือคนที่เราเลือกมาจากสาวแต้จิ๋วธรรมดากว่าพันคน ส่วนแต้บักเซ็งซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ว่างงาน เราก็ไปบังเอิญเจอเขาในโฆษณาตัวหนึ่งที่เขารับจ็อบถ่ายไว้ หลักการสำคัญของเราคือบุคลิกและจิตวิญญาณของคนๆ นั้นต้องสอดคล้องกับตัวละครในบท ดังนั้นขั้นตอนการคัดเลือกจึงเหนื่อยและยากลำบากมาก อย่างตอนที่ตามหาเจี่ยหน่ำกีเราต้องหาคนที่มีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับจินตนาการของเราให้มากที่สุด โดยเริ่มคัดกรองจากคนที่หน้าตาผ่านเกณฑ์เสียก่อน แล้วค่อยมาดูว่าเธอมีทักษะในการเข้าถึงอารมณ์ผู้อื่นสูงไหม ซึ่งตัวหลี่ซือถงเองมีสิ่งนี้สูงมาก ตอนที่เธอมาแคสติงครั้งแรก เธอต้องเล่นส่งอารมณ์กับคนหน้าตาแบบผมเนี่ยแหละ เพราะตอนนั้นผมลงไปสวมบทเป็นแต้บักเซ็งเพื่อต่อบทให้ การที่เธอต้องเล่นรับส่งอารมณ์กับหน้าผมแล้วยังร้องไห้ออกมาได้ ผมคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้เก่งมาก ถือว่าผ่านเลย มาร่วมงานกับนักแสดงชาวไทย"คุณยายอุษา"ได้อย่างไร เพราะการจะหานักแสดงคุณยายที่สามารถรับบาทออกมาสมจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บทนี้ต้องการทักษะการแสดงที่สูงมาก พวกเราตามหาในพื้นที่แต้จิ๋วกันอยู่นานมาก จนกระทั่งค้นพบว่ามีนักแสดงยอดฝีมือท่านหนึ่งที่เก่งกาจและเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เลยคิดกันว่าทำไมเราไม่ลองติดต่อไปดูล่ะ พอติดต่อไปพร้อมกับส่งบทภาพยนตร์ให้ ไม่น่าเชื่อเลยว่าคุณยายอุษาจะซาบซึ้งใจมาก และบอกกับเราว่าท่านอยากมาประเทศจีน ทั้งที่ตอนภาพยนตร์เรื่องหลานม่า(2567)โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อสองปีก่อน ท่านก็ยังไม่มีโอกาสได้มาเยือนจีนเลย กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านได้เดินทางมาประเทศจีนเป็นครั้งแรก และพอเดินทางมาถึงก็พบว่าการมาครั้งนี้เปรียบเสมือนท่านได้กลับมาเยือนบ้านเกิดของคุณปู่ เพราะแต้จิ๋วคือแผ่นดินเกิดคุณปู่ของท่านนั่นเอง มันจึงกลายเป็นสายใยความผูกพันที่มหัศจรรย์เอามากๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ร่วมงานกับ เถียนจ้วงจ้วง ผู้ดูแลเครื่องแต่งกายจากซีรีส์เรื่องดังอย่าง"The Bad Kids" (隐秘的角落)และ"The Long Season" (漫长的季节)รวมถึงทีมอาร์ตจากภาพยนตร์"Gold or Shit" (走走停停)และผู้กำกับวิชวลเอฟเฟกต์จาก"Her Story" (好东西)รู้สึกอย่างไรบ้าง ตอนทำหนังสองเรื่องแรกอย่างProud of MeและBack To Loveโปรดักชันของเราจัดว่าค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดาเอามากๆ เลย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ ที่พอมาถึงหนังเรื่องที่สาม เรากลับได้ทีมงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาคอยช่วยเหลือ หลายคนเป็นถึงทีมงานมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศเลย พวกเขาตกลงมาร่วมงานเพราะชื่นชอบและอินกับเรื่องราวนี้สุดๆ ล้วนยื่นมือมาช่วยกันด้วยความรักและน้ำใจที่มีให้กันทั้งนั้นเลย พูดถึง จดหมาย ที่มีความพิเศษมาก คุณออกแบบส่วนนี้อย่างไร จดหมายในภาพยนตร์ของเราเขียนขึ้นโดยการเลียนแบบไวยากรณ์และกลิ่นอายความรู้สึกของบรรพบุรุษ เพราะจริงๆ แล้วในระบบการออกเสียงภาษาแต้จิ๋วจะมีไวยากรณ์ที่เป็นภาษาเขียนโบราณผสมอยู่เยอะมาก เนื้อหาของจดหมายเฉียวพีหลักๆ ในเรื่องนี้ ครึ่งหนึ่งผมเป็นคนลงมือเขียนเองตั้งแต่ช่วงเริ่มทำบทภาพยนตร์ ส่วนที่เหลือคือเราค่อยๆ เขียนไปแก้ไป หรือนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในระหว่างขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องใช้เวลาศึกษากันนานมากเพื่อให้ภาษาที่ออกมาดูประณีตและงดงามตามแบบฉบับโบราณอย่างเช่นประโยคที่ว่า"江海有岸,团圆有盼"(ผืนน้ำยังมีฝั่ง การกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวย่อมมีความหวัง)แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ผมใช้เวลาคิดอยู่ถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะกลั่นกรองออกมาได้ การต้องมาเลียนแบบวิธีการเขียนที่ละเมียดละไมของคนรุ่นก่อน ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเรามาก เราใช้เวลาไปเยอะมากกับการอ่านจดหมายเฉียวพีนับไม่ถ้วน เพื่อจับอารมณ์ในการใช้ภาษาแล้วนำมาเลียนแบบพวกเขา จดหมายเฉียวพีทุกฉบับในเรื่อง เราพยายามถ่ายทอดให้ใกล้เคียงกับวิธีการแสดงอารมณ์ของบรรพบุรุษให้มากที่สุด มันเป็นความรู้สึกที่สงวนท่าที (ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง) แต่ก็เต็มไปด้วยความสง่างาม ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราอยากจะส่งต่อไปให้ทุกคนได้สัมผัส เพราะพอพวกเราได้ศึกษาจดหมายเฉียวพีเยอะๆ เราก็ซาบซึ้งเลยว่าวิธีที่คนสมัยก่อนใช้สื่อสารความรู้สึกและความรักถึงกันนั้นมันช่างงดงามเหลือเกิน นี่จึงกลายมาเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ในกระบวนการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้ การเลือกสถานที่ในการถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง มีดีเทลหนึ่งที่น่าสนใจมากคือซีนไฮไลต์ที่สำคัญของเรื่อง โลเคชันนั้นตั้งอยู่ที่จางหลินเขตเฉิงไห่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่เยอะมาก ตัวบ้านก็เป็นสไตล์หนานหยางแบบขนานแท้เลย แต่พอข้ามตรอกมาอีกฝั่งกลับกลายเป็นบ้านเก่าของอาม่าในเรื่องที่เป็นสไตล์แต้จิ๋วแท้ๆ ซะอย่างนั้น พวกเธออยู่ห่างกันแค่ตรอกเดียวจริงๆ ตัวเอกของเรื่องอย่าง"แต้บักเซ็ง"ดูจะมีความเชื่อมโยงกับ"น้ำ"มีความหมายลึกซึ้งอะไรแฝงอยู่ไหม เอาจริงๆ"แต้บักเซ็ง"ตกน้ำไปตั้ง8ครั้งเลยนะ! พอเรื่องราวมันดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่ามันมีเรื่องของ"โชคชะตา"แฝงอยู่สูงมาก ความขัดแย้งหลายๆ อย่างในเรื่องล้วนเกิดจากชะตากรรมและความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งพวกความหมายลึกซึ้งเหล่านี้เราเพิ่งมาตกตะกอนและเชื่อมโยงได้ในภายหลัง ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไรเยอะขนาดนั้นเลย แต่กลายเป็นว่านัยยะสำคัญของ"น้ำ"มันค่อยๆ ก่อตัวและชัดเจนขึ้นมาเองในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามสะท้อนความสมจริงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและโชคชะตาชีวิตของมนุษย์ออกมาให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกันเจี่ยหน่ำกี,แต้บักเซ็งและเอี๊ยบซกยิ้วต่างก็ใช้ความเชื่อมั่นของตัวเองมาเป็นพลังในการหยัดยืนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกประทับใจในตัวละครเหล่านี้ ไอเดียชื่อหนังภาษาอังกฤษ"Dear You"มีที่มาจากไหน ชื่อภาษาอังกฤษ"Dear You"นี้ เป็นไอเดียของหยางเหลิ่งหนึ่งในทีมเขียนบทของเรา ซึ่งผมคิดว่าเขาตั้งชื่อนี้ได้ดีมากๆ เขาอธิบายให้ฟังว่า ปกติแล้วจดหมายภาษาอังกฤษมักจะใช้คำขึ้นต้นว่า"Dear You"ซึ่งมันก็ไปสอดคล้องกับความหมายของคำขึ้นต้นในจดหมายของเราพอดีเป๊ะเลย ผมรู้สึกว่าคำๆ นี้มันสามารถสื่อถึงกลิ่นอายและมวลอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ก็เลยตัดสินใจนำมาใช้เลย เตรียมสัมผัสเรื่องราวสุดประทับใจผ่านจดหมายรักที่จะทำให้คอหนังทุกคนอิ่มเอมหัวใจพร้อมกันในDear Youจดหมายรักถึงอาม่า 6สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบเสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและจีน),เสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและอังกฤษ) และเสียงไทย (ซับอังกฤษ) ------------------------------------- ดูหนังออนไลน์ได้ที่ Movie.TrueID หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับทรูไอดีสามารถเข้าไปได้ที่ TrueID Help Center เป็นช่องทางใหม่ที่ให้ข้อมูลและการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับทรูไอดี คลิกเลย https://bit.ly/3xEgdAa

Expedition X
ดู

Expedition X